Mentor International | เรียนต่อต่างประเทศ อังกฤษ ออสเตรเลีย อเมริกา ตรี โท เอก แนะแนวฟรี Untitled Document

  SINCE 1986
  INTERNATIONAL
  EDUCATION SERVICES
  STUDY IN
  UK
 STUDY IN
  AUS
 STUDY IN
  USA
 BOARDING
  SCHOOLS
UK UNIVERSITY
COURSE SEARCH
     Faculty / School
      
     Major
      
     GPA
      
  









Home >FAQ
FAQ
 
 
 
  1. เมนเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล คือใคร
เมนเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1986 โดยเปิดสำนักงานแห่งแรกที่กรุงเทพฯ ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่มีมากกว่า 25 ปี เราจึงเป็นผู้ให้คำปรึกษาและแนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศในระดับแนวหน้า
  1. เมนเทอร์ แนะแนวการศึกษาต่อของประเทศอะไร และเป็นตัวแทนของสถานศึกษาอะไรบ้าง
เราได้ทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันสอนภาษา ในสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา โดยนักเรียนสามารถดูรายชื่อสถานศึกษาที่เราเป็นตัวแทนได้จาก www.mentor.ac
  1. ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายระหว่างการศึกษา โดยเฉลี่ย ของแต่ละประเทศแตกต่างกันอย่างไร
  • ค่าเล่าเรียนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและระยะเวลาในเรียน โดยไม่รวมค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนต่าง ๆ และจากตารางจะเป็นข้อมูลในระดับปริญญาโทเท่านั้น
  • ค่าครองชีพจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเทศและเมือง ระยะเวลาที่ไปศึกษา ที่นักเรียนไปศึกษา รวมถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของนักเรียน

ประเทศ

สหราชอาณาจักร

ออสเตรเลีย

นิวซีแลนด์

สหรัฐอเมริกา

ค่าเล่าเรียน / ต่อปี (บาท)

550,000-780,000

450,000-620,000

400,000-580,000

450,000-700,000

ค่าครองชีพ / ต่อปี (บาท)

600,000-1,000,000

300,000-540,000

270,000-450,000

550,000-850,000

หมายเหตุ : อัตราแลกเปลี่ยนโดยประมาณ อังกฤษ - GBP 1 = 50 Baht ออสเตรเลีย - AU$ = 30 Baht นิวซีแลนด์ - NZ$ 1 = 24 Baht สหรัฐอเมริกา - US$ 1 = 30 Baht
  1. มีทุนการศึกษาหรือไม่ และสามารถหาข้อมูลได้จากที่ไหน
สถานศึกษาโดยทั่วไปจะมีทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนต่างชาติ นักเรียนสามารถติดตามข่าวสาร
  • เรื่องทุนได้จากเวปไซต์ ของเมนเทอร์ที่ link เวปไซต์หมวดทุน
  • สำนักงาน ก.พ. (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน)
  • สถานฑูตของแต่ละประเทศ
  • ทุนจากมหาวิทยาลัยในประเทศ
  1. เมนเทอร์ คิดค่าใช้จ่ายในการปรึกษาและสมัครเรียนหรือไม่
เมนเทอร์ไม่มีค่าบริการใด ๆ
  1. ข้อแตกต่างระหว่างการดำเนินการสมัครเรียนด้วยตนเอง และสมัครผ่านทางเมนเทอร์
  • การสมัครด้วยตนเอง นักเรียนจะต้องศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลเปรียบเทียบ ดำเนินการสมัคร ติดตามผลการสมัคร ตอบรับเงื่อนไขกับทางสถานศึกษา และติดต่อเรื่องที่พักด้วยตัวนักเรียนเอง
  • เมนเทอร์ มีเจ้าหน้าที่แนะแนวให้คำปรึกษาด้านการเรียนและแนะนำสถานศึกษาในประเทศต่าง ๆ ดำเนินการสมัคร ติดตามผลการสมัคร ประสานงานกับเจ้าหน้าที่สถานศึกษาในการหาที่พัก การลงทะเบียน ให้คำแนะนำนักเรียนก่อนเดินทางไปต่างประเทศ เป็นต้น นอกเหนือจากนี้เจ้าหน้าที่ยังสามารถให้คำปรึกษาการกรอกแบบฟอร์มใบสมัครขอวีซ่านักเรียนในประเทศต่าง ๆ และบริการจองตั๋วเครื่องบินราคานักเรียน (ขึ้นอยู่กับสายการบิน บางสายการบินไม่มีราคาตั๋วนักเรียน)
  1. นักเรียนสามารถทำงานพิเศษในระหว่างศึกษาได้หรือไม่
สหราชอาณาจักร - นักศึกษาที่เรียนในระดับชั้นอุดมศึกษา อนุญาติให้ทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมง ส่วนนักเรียนที่เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ อนุญาติให้ทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละไม่เกิน 10 ชั่วโมง เฉพาะนักเรียนที่เรียนในศูนย์ภาษามหาวิทยาลัยเท่านั้น ออสเตรเลีย - นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมง นิวซีแลนด์ - นักศึกษาต่างชาติสามารถทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมง สหรัฐอเมริกา - อนุญาติให้นักเรียนต่างชาติ ทำงานพิเศษได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชั่วโมงและจะต้องทำงานภายในสถานศึกษาที่ไปนักเรียนไปศึกษาเท่านั้น
  1. เมื่อนักเรียนเดินทางไปศึกษาต่อยังต่างประเทศแล้ว นักเรียนสามารถติดต่อกับพี่ ๆ ที่ เมนเทอร์ได้หรือไม่
ในกรณีที่นักเรียนเดินทางไปถึงสถานศึกษาแล้วและมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องการเรียน การสอน และเรื่องที่พัก สิ่งแรกที่นักเรียนควรจะต้องทำคือ ติดต่อและปรึกษากับเจ้าหน้าที่ของสถานศึกษานั้น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเบื้องต้น แนะนำว่าจะเป็นวิธีที่สะดวกและรวดเร็วที่สุด นักเรียนยังสามารถติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทาง เมนเทอร์ ได้ โดยผ่านทาง เวบไซท์ของทางเมนเทอร์ หรือ info@mentor.ac
  1. สถานศึกษาในต่างประเทศเปิดเทอมกันเมื่อไหร่
สหราชอาณาจักร - เดือนกันยายน และบางหลักสูตรในเดือนมกราคม ออสเตรเลีย - เดือนกุมภาพันธ์ และบางหลักสูตรในเดือนกรกฎาคม นิวซีแลนด์ - เดือนกุมภาพันธ์ และบางหลักสูตรในเดือนกรกฎาคม สหรัฐอเมริกา - เดือนสิงหาคม ถึง พฤศจิกายน ขึ้นอยู่กับมลรัฐต่าง ๆ และบางหลักสูตรในเดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์
  1. นักเรียนจำเป็นต้องตรวจสุขภาพก่อนเดินทางไปศึกษา หรือเพื่อใช้ประกอบขอวีซ่านักเรียนหรือไม่
สหราชอาณาจักร - นักเรียนที่ลงทะเบียนเรียนมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ต้องมีใบรับรองยืนยันการปลอดเชื้อวัณโรค จาก IOM ออสเตรเลีย - นักเรียนจะต้องตรวจสุขภาพสำหรับการยื่นขอสมัครวีซ่านักเรียน โดยจะมีการตรวจสุขภาพทั่วไปและเอ็กซเรย์ปอด นิวซีแลนด์
  • นักเรียนที่ลงทะเบียนหลักสูตรนานกว่า 6 เดือน แต่น้อยกว่า 1 ปี ต้องยื่นผลการตรวจเอกซเรย์ปอด
  • นักเรียน / นักศึกษา ลงทะเบียนหลักสูตรนานกว่า 2 ปี ต้องยื่นใบรับรองแพทย์และผลการตรวจเอกซเรย์ปอด
อเมริกา - นักเรียน / นักศึกษาไม่จำเป็นต้องตรวจสุขภาพเพื่อการขอยื่นวีซ่า อย่างไรก็ตามนักเรียน / นักศึกษาจะต้องตรวจสุขภาพหรือไม่ ทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับนโยบายของสถานศึกษาในแต่ละรัฐ
  1. เรียนต่อ MBA จำเป็นหรือเปล่าต้องสอบ GMAT
ประเทศสหรัฐอเมริกา นักเรียนต้องใช้ผลคะแนน GMAT ในการสมัครเรียนด้านบริหารธุรกิจ ส่วนประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ จะมีการกำหนดความต้องการ GMAT สถานศึกษาบางแห่งเท่านั้น
  1. วันหมดเขตรับสมัครของสถานศึกษาในแต่ละประเทศ
สถานศึกษาโดยทั่วไปจะไม่มีกำหนดวันหมดเขตรับสมัคร นักเรียนสมัครก่อนสถานศึกษาก็จะพิจารณาก่อน หรือจนกระทั่งหลักสูตรเต็ม
  1. ทางเมนเทอร์ อินเตอร์เนชั่นแนลมีการให้ทุนการศึกษา หรือการลดค่าเรียนหรือไม่ ?
ค่าเรียนเป็นข้อกำหนดของแต่ละสถาบัน ส่วนทุนการศึกษา นักศึกษาสามารถตรวจสอบรายละเอียดของทุนได้ที่ link ไปที่หน้าเวป scholarship
  1. ภูมิอากาศในประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา
ภูมิอากาศในแต่ละประเทศ แต่ละรัฐ จะมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก ตารางภูมิอากาศด้านล่างเป็นการยกตัวอย่างของแต่ละประเทศ แต่ละรัฐ

สหรัฐอเมริกา


Northeast Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec Jan Feb Mar
Temp (F) 50 - 70 70 - 85 55 -70 30 - 55
Temp (C) 10 - 22 21 - 30 12 - 22 (-1) - 13
*Northeast : New York, Massachusetts, DC, Pennsylvania, etc.

Southwest Dec Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov
Temp (F) 49 - 66 50 - 77 63 - 82 57- 73
Temp (C) 9 - 18 10 - 25 17 - 28 14 - 23
*Southwest : California, Nevada, Utah, Arizona

สหราชอาณาจักร



Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Temp (C) 4.2 4.2 6.3 8.1 11.3 14.1 16.5 16.2 13.7 10.4 6.9 5.1


ออสเตรเลีย

Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec
Sydney 18-26 19-26 17-25 15-22 11-19 9-17 8-16 9-18 11-20 13-22 16-24 17-25
Melbourne 14-26 14-26 13-24 11-20 8-17 7-14 6-13 7-15 8-17 9-20 11-22 13-24
Perth 18-20 19-30 17-29 14-25 12-21 10-19 9-18 9-18 10-20 12-22 14-25 16-27


นิวซีแลนด์
Auckland Sept,Oct,Nov Dec,Jan,Feb Mar,Apr,May Jun,Jul,Aug
Auckland 11 - 18 12 - 24 13 - 20 9 - 15
Christchurch 7 - 17 12 - 22 8 - 18 3 - 12
 
     

 
 
  1. เอกสารเบื้องต้นประกอบการสมัครเพื่อเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย
  • ใบสมัครของสถานศึกษาที่กรอกเรียบร้อยแล้ว หรือ สมัครระบบ online
  • ranscript / ใบแสดงผลการเรียน / ใบรับรองหรือคาดว่าจะจบจากทางมหาวิทยาลัย
  • ผลคะแนนภาษาอังกฤษ IELTS , TOEFL
  • สำหรับสาขา MBA สถานศึกษาบางแห่งต้องใช้ผล GMAT และประสบการณ์ทำงาน
  • Letter of Recommendation / จดหมายรับรอง 2 ฉบับ จากอาจารย์ และ/หรือ หัวหน้างาน
  • Personal Statement / เรียงความประวัติส่วนตัว, ประสบการณ์ทำงาน และโครงการอาชีพในอนาคต
  • Resume / ประวัติย่อของนักเรียนประกอบด้วยรายละเอียดด้านการศึกษา, ประสบการณ์การทำงานและอื่น ๆ
2. ระยะเวลาที่พิจารณาหลังจากนักเรียนส่งใบสมัครเรียนของสถานศึกษากับทาง เมนเทอร์ สถานศึกษาโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการพิจารณาใบสมัครประมาณ 4-8 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาและระดับการศึกษาที่สมัคร

3. นักเรียนควรจะใช้ผลภาษาอังกฤษอะไรในการสมัครเรียน
นักเรียนสามารถใช้ได้ทั้ง TOEFL และ IELTS โดยการสมัครเรียนที่ อังกฤษ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จะนิยมใช้ผล IELTS ประกอบการสมัครมากกว่า ส่วนผล TOEFL จะใช้สำหรับการสมัครที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

4. ถ้ายังไม่มีผล IELTS หรือ มีแล้วแต่ไม่ถึง เกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด สามารถสมัครเรียนปริญญาโทได้ก่อนหรือไม่
  • กรณีที่นักเรียนยังไม่มีผลภาษาอังกฤษ นักเรียนสามารถยื่นใบสมัครและหลักฐานอื่น ๆ ไปยังสถานศึกษาก่อนได้ ถ้านักเรียนได้รับการตอบรับเข้าเรียนจากสถานศึกษา จะเป็นตอบรับแบบมีเงื่อนไข โดยนักเรียนจะต้องส่งผลคะแนน IELTS ที่ระบุในจดหมายตอบรับภายในระยะเวลาที่กำหนด
  • กรณีที่นักเรียนมีผลภาษาอังกฤษแล้วแต่ยังไม่ถึงเกณฑ์ตามที่สถานศึกษากำหนดเช่นนักเรียนมีผล IELTS 5.5 หรือ 6.0 นักเรียนก็สามารถยื่นใบสมัครก่อนได้เช่นกัน โดยจะได้ตอบรับเข้าเรียนแบบมีเงื่อนไง แต่ในกรณีนี้นักเรียนสามารถเลือกลงทะเบียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ (English Pre-sessional / English Direct Entry Program) กับสถานศึกษาที่นักเรียนสมัคร โดยระยะเวลาในการเรียนจะขึ้นอยู่กับผลภาษาอังกฤษของนักเรียน และหลังจากนักเรียนสำเร็จหลักสูตรภาษาอังกฤษแล้วนักเรียนจะต้องสอบวัดระดับภาษาอังกฤษของสถานศึกษานั้น ๆ หรือบางแห่งจะกำหนดให้สอบ IELTS อีกครั้ง ถ้าผลสอบอยู่ในเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ก็จะสามารถใช้ปรับเพื่อเข้าเรียนหลักสูตรปริญญาโทได้ในปีการศึกษานั้น ๆ

5. ควรจะเริ่มติดต่อดำเนินการสมัครในช่วงไหน การดำเนินการสมัครต้องใช้เวลามากเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครจนถึงการสมัครวีซ่า และสถานศึกษาบางแห่งจะจำกัดจำนวนในการรับเข้าของนักศึกษา เพราะฉะนั้นนักเรียนควรจะเผื่อเวลาอย่างน้อย 4-6 เดือนก่อนการเปิดภาคเรียนของแต่ละประเทศ
 
     

   Boarding Schools    
 
 
  1. การเรียนระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษ การเรียนระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษมีทั้งสิ้น 13 ปี Primary School เริ่มตั้งแต่ Year 1 ถึง Year 8 Senior School เริ่มที่ Year 9 ถึง Year 13 

2. GCSE / A-level เป็นหลักสูตรต่อเนื่อง Year 10 และ 11 เรียกว่า GCSE ( General Certificate of Secondary School ) Year 12 และ Year 13 สองปีสุดท้ายเป็นพื้นฐานเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้ามหาวิทยาลัย เรียกว่า A-level

GCSE เป็นการเรียนพื้นฐานของวิชาทั้งหมดซึ่งจะเรียน 7-10 วิชาต่อเนื่องกันไป 2 ปี เมื่อจบ Year 11 นักเรียนจะต้องสอบด้วยข้อสอบกลางของประเทศอังกฤษ เพื่อให้ผ่านหลักสูตร เรียกว่าสอบ GCSE เกณฑ์ในการสอบผ่านคือได้เกรด C อย่างน้อย 5 วิชา แต่การที่จะเรียนต่อระดับ A-level โดยเฉพาะที่ประเทศอังกฤษ นักเรียนจะต้องเลือกวิชาที่จะเรียนระดับ A-level 4 วิชา โดยที่วิชาเหล่านั้นจะต้องได้คะแนน GCSE อย่างน้อยเกรด B ดั้งนั้นเรียนแค่ผ่านไม่พอ ต้องเรียนให้ได้เกรดดีพอที่จะเลือกวิชาในระดับ A-level ด้วย

A-level นักเรียนจะต้องทราบว่าต้องการเรียนต่อคณะอะไรในระดับปริญญาตรี หลังจากนั้นเราจึงเลือกวิชา A-level ตามที่มหาวิทยาลัยกำหนด เช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยกำหนดว่านักศึกษาต้องมีผล A-level เกรด BBA ในวิชา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ดังนั้นวิชาที่จะต้องเลือกในระดับ A-level คือ วิชา คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี และต้องทำคะแนนให้ได้ BBA หรือคณะบริหารธุรกิจ ต้องมีพื้นฐานวิชา ที่เกี่ยวข้องทางธุรกิจ เราควรเลือกวิชาใน A-level เช่น Business Studies, คอมพิวเตอร์ หรือ คณิตศาสตร์เป็นต้น

3. หลักสูตร IB (International Baccalaureate) IB (International Baccalaureate) IB เป็นระบบการศึกษาหลักสูตรต่อเนื่องของอังกฤษช่วง 2 ปี สุดท้ายก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกับ A-level ในขณะที่ A-level เน้นเฉพาะสาขาวิชา แต่ IB นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้กว้าง และเน้นทักษะความรู้  นักเรียนจะต้องเลือกวิชาอย่างน้อย 1 วิชา ใน6 กลุ่มทักษะ คือ 
          1. ทักษะด้านภาษาพื้นฐาน
          2. ทักษะด้านภาษาที่ 2
          3. ทักษะด้านวิทยาศาสตร์
          4. ทักษะด้านศิลปะ
          5. ทักษะด้านคณิตศาสาตร์
          6. ทักษะทางด้านมนุษยศาสตร์

หลักสูตร IB ปัจจุบันป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปของมหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ และมหาวิทยาลัยประเทศอื่นๆ เช่นประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

4. ช่วงอายุใดที่เหมาะสมที่สุดสำหรับที่จะส่งบุตรหลานไปศึกษาต่อในระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษ ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการเรียนระดับมัธยมที่ประเทศอังกฤษ ควรจะเริ่มเข้าเรียนตั้งแต่ Year 9 ( อายุ 13 ปี) เพื่อเริ่มเรียนพื้นฐานไปพร้อมๆกับเด็กอังกฤษ Year 9 นี้ นักเรียนจะได้เรียนพื้นฐานทุกวิชา และบางวิชาต่อเนื่องไปถึง Year 10 ถ้าไม่ได้เรียนวิชาพื้นฐานใน year 9 จะไม่สามารถเรียนบางวิชาใน year 10 ได้ เหตุผลที่ดีอีกประการสำหรับการเริ่มเรียนที่ Year 9 คือ นักเรียนจะสามารถปรับตัวเรื่องความเป็นอยู่ เพื่อน วัฒนธรรมของประเทศอังกฤษ และ เพิ่มความพร้อมด้านภาษาได้ดี ก่อนที่จะเข้าเรียนอย่างเข้มข้นในหลักสูตร GCSE ( Year 10-11) 

5. โรงเรียนประจำแบบสหศึกษา (Co-education) หรือ โรงเรียนชายล้วน-หญิงล้วน (Boys school, Girls school) ดีหรือแตกต่างกันอย่างไร การเรียนในแบบสหศึกษา หรือ Co-Ed นั้นจะทำให้นักเรียนเรียนรู้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันกับเพื่อน ๆ ในขณะที่ โรงเรียนชายล้วน-หญิงล้วน (Boys school, Girls school) คุณครูจะดึงความสามารถเฉพาะตัวของนักเรียนออกมาให้เห็นได้ชัดกว่า
 
     

 
 
 
  1. สนใจเรียนภาษาอังกฤษในประเทศอังกฤษต้องเตรียมตัวอย่างไรค่ะ?

ปัจจุบันเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนดในการขอวีซ่านักเรียน ทำให้การเลือกเรียนภาษาอังกฤษ ตลอดจนระยะเวลาในการเรียนถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ๆ ตามนี้นะค่ะ

  • นักเรียนที่ถือวีซ่าประเภท Student Visitor Visa

    • ลงทะเบียนเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ 2 สัปดาห์ - 24 สัปดาห์

    • เรียนคอร์สระยะสั้น Short Courses ไม่เกิน 6 เดือน

    • ไม่ต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษ

    • สามารถเลือกเรียนในหลายเมือง หรือย้ายโรงเรียนได้ โดยต้องเลือกโรงเรียนและเมืองก่อนทำการยื่นสมัครวีซ่า

    • ไม่อนุญาติให้ต่ออายุวีซ่าหลังจากเรียนจบ

    • ไม่อนุญาติให้ทำงานพาร์ทไทม์

    • ไม่อนุญาติให้สมัครขอเชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ที่ประเทศอังกฤษ

    • ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารที่ประเทศอังกฤษได้

  • นักเรียนที่ถือวีซ่าประเภท Extended Student Visitor Visa

    • เฉพาะนักเรียนที่ต้องการเรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่ 25 สัปดาห์ - 44 สัปดาห์ (รวมวันเดินทางกลับเมืองไทย ให้อยู่ในช่วง 11 เดือน)

    • ไม่ต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษ

    • ไม่อนุญาติให้ต่ออายุวีซ่าหลังจากเรียนจบ

    • ไม่อนุญาติให้ทำงานพาร์ทไทม์

    • ไม่อนุญาติให้สมัครขอเชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ที่ประเทศอังกฤษ

    • ไม่สามารถเปิดบัญชีธนาคารที่ประเทศอังกฤษได้

  • นักเรียนที่ถือวีซ่าประเภท General Student Visa (Tier 4)

    • นักเรียนที่เรียนภาษาอังกฤษ ที่มีชั่วโมงเรียนขั้นต่ำกว่า 15 ชั่วโมง/สัปดาห์

    • ต้องมีผลคะแนนภาษาอังกฤษเทียบเท่า CEFR Level B1 ตามตารางด้านล่างนี้

    Test

    Overall Band

    Reading

    Listening

    Speaking

    Writing

    IELTS

    4.0

    4.0

    4.0

    4.0

    4.0

    TOEFL

    B1

    8

    13

    19

    17

    TOEIC

    B1

    275.0

    275.0

    120.0

    120.0

    • อนุญาติให้ทำงานพาร์ทไทม์ 10 ชม/สัปดาห์ เฉพาะนักเรียนที่ลงเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ ในศูนย์ภาษามหาวิทยาลัยเท่านั้น

    • อนุญาติให้ต่อวีซ่านักเรียนที่ประเทศอังกฤษ สำหรับนักเรียนที่สมัครเรียนต่อและได้เอกสาร CAS สถานศึกษาเป็นที่เรียบร้อย

    • สามารถสมัครยื่นขอเชงเก้นวีซ่า (Schengen Visa) ที่ประเทศอังกฤษได้

    • สามารถเปิดบัญชีธนาคารในประเทศอังกฤษได้ (ปฎิบัติตามเงื่อนไขของธนาคาร)

10. ระยะเวลาในการเรียนภาษาอังกฤษ และวันเริ่มเรียน

การเลือกระยะเวลาเรียนขึ้นอยู่กับผู้เรียน และการเปิดเรียนของแต่ละสถาบัน

  • สถาบันภาษาเอกชน จะสามารถเริ่มเรียนได้ทุกวันจันทร์

  • ศูนย์ภาษาของมหาวิทยาลัย หรือวิทยาลัยจะมีวันกำหนดเปิดเรียนที่แน่นอนของทุกเดือน หรือทุก ๆ 3 เดือน เป็นลักษณะการเปิดเรียนแบบเทอมการศึกษา ส่วนระยะเวลาแต่ละเทอมการศึกษาจะอยู่ระหว่าง 10-12 สัปดาห์

  1. ที่พักแบบโฮมสเตย์ (Homestay)

การพักแบบโฮมสเตย์คือการที่นักเรียนพักอยู่กับครองครัวเข้าของบ้าน มีลักษระที่บ้านห้องพักคนเดียวหรือพักรวมในหลายระดับราคา โฮมสเตย์จะเหมาะสำหรับนักเรียน / นักศึกษาที่เดินทางไปเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ หลักสูตรระยะสั้น ๆ

การเลือกบ้านโฮมสเตย์นั้น ทางสถาบันการศึกษาจะเป็นผู้คัดกรองและเลือกสรรตามความต้องการของนักเรียนให้อย่างดีและเหมาะสมที่สุด

ขอให้รับทราบว่าเจ้าบ้าน Homestay ไม่ได้รับเงินมากมาย เขามักจะทำเพื่อประสบการณ์และความชอบที่มีแขกต่างชาติอยู่ด้วย อย่าคาดหวังว่าเจ้าบ้านจะทำอะไรให้คุณทุกอย่างและขอให้เคารพกฎระเบียบของบ้านที่ไปพัก หากไม่แน่ใจก็สามารถสอบถามกับทางเจ้าของบ้าน แต่ก่อนอื่นนักเรียนควรจะทราบสิ่งต่อไปนี้

  1. เจ้าของบ้านออกไปทำงานตอนเช้าเวลาเท่าไหร่

  2. เจ้าของบ้านจะให้กุญแจบ้านกับนักเรียนไว้ เราควรจะสอบถามให้ชัดเจนว่าล็อคกุญแจบ้านอย่างไร

  3. การจัดเตรียมอาหาร

  4. รับประทานอาหารเย็นกี่โมง หรือสามารถใช้ห้องครัวได้หรือไม่

  5. เวลาสะดวกที่นักเรียนจะอาบน้ำได้ (ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศที่ รณรงค์ในเรื่องการใช้น้ำอย่างประหยัด จะสังเกตุว่าชาวตะวันตกอาจจะอาบน้ำเพียงแค่วันละครั้งเดียว ดังนั้นนักเรียนไม่ควรใช้เวลาในการอาบน้ำเป็นเวลานาน ๆ )

  6. การซักรีดเสื้อผ้าทำความสะอาด ว่านักเรียนจะซักเอง หรือซักรวมกับ Homestay

  7. ถ้านักเรียนไม่กลับมาทานข้าวบ้านต้องแจ้งเจ้าของบ้านล่วงหน้าให้เรียบร้อย ไม่ควรบอกกระชั้นชิดใกล้เวลาอาหารเย็น

  8. ถ้านักเรียนจะไปค้างบ้านเพื่อนต้องแจ้งเจ้าของบ้านให้เรียบร้อย

  9. ถ้านักเรียนมีความประสงค์ต้องการย้ายออกไปพักที่อื่น ต้องแจ้งเจ้าของบ้านล่วงหน้าอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ล่วงหน้า

  10. นักเรียนอาจจะช่วยงานบ้านทาง homestay เล็ก ๆ น้อย ๆ

การสมัครที่พักโฮมสเตย์ นักเรียนสามารถระบุเลือกสิ่งที่ชอบและที่ไม่ชอบในใบสมัครเช่นบ้านที่มีสัตว์เลี้ยง บ้านที่สูบบุหรี่ (โดยส่วนใหญ่จะอนุญาติให้สูบนอกบ้าน) บ้านที่มีเด็กเล็ก เป็นต้น หรือข้อมูลของนักเรียนที่โฮมสเตย์ควรทราบเช่น โรคประจำตัว อาหารที่ทานไม่ได้ กิจกรรมยามว่าง เป็นต้น โดยทางสถานศึกษาจะพยายามจัดหาที่พักให้ได้ใกล้เคียงกับความต้องการของนักเรียนมากที่สุด

หากนักเรียนเข้ากับครอบครัวเข้าของบ้านโฮมสเตย์ไม่ได้ ขอให้นักเรียนไปปรึกษากับผู้ดูแลโฮมสเตย์ของสถานศึกษาที่นักเรียนศึกษาอยู่ เพื่อทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาเบื้องต้น หากมีความจำเป็นจะต้องเปลี่ยนก็จะสามารถทำได้ภายใน 1 สัปดาห์

  1. ความหมายของตัวย่อประเภทของมื้ออาหารสำหรับการพักแบบโฮมสเตย์และหอพัก

  • HB – Half Board คือการจัดเตรียมอาหารเช้า และเย็นในแต่ละวัน โดยปกติในลอนดอน นักเรียนจะได้รับ 14 มื้อต่อสัปดาห์ แต่หากเป็นนอกลอนดอน บางแห่งนักเรียนจะได้รับ 16 มื้อต่อสัปดาห์ คือ จันทร์-ศุกร์ จัดเตรียมอาหารเช้า และเย็น ส่วนเสาร์-อาทิตย์จะจัดเตรียมอาหารครบ 3 มื้อ

  • BB – Bed and Breakfast คือการจัดเตรียมเฉพาะอาหารเช้าทุกวัน

  • FB – Full Board คือการจัดเตรียมมื้ออาหารครบ 3 มื้อของวัน

  • SC – Self Catering คือการอนุญาตให้ใช้ห้องครัวของบ้านในการประกอบอาหาร

  • 3 or 4 Dinner Plan คือการจัดเตรียมอาหารเช้าทุกวัน แต่อาหารเย็นจะเตรียมไว้ให้เพียง 3 หรือ 4 วัน ยกตัวอย่างเช่น จัดเตรียมอาหารเย็นเฉพาะวันจันทร์-พฤหัสเท่านั้นเป็นต้น

  1. ระยะเวลาในการเดินทางจากโฮมสเตย์ไปโรงเรียน

โดยทั่วไประยะเวลาการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน จะใช้เวลาที่ 45-60 นาที ในกรณีที่โรงเรียนอยู่ในเมือง โดยรถประจำทาง และประมาณ30-45 นาที ในกรณีเลือกเรียนนอกเมือง หรือในบางกรณีเมืองนักเรียนอาจได้บ้านที่สามารถเดินไปเรียนได้ ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

  1. วันแรกของการไปเรียนภาษาอังกฤษ เราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างค่ะ

สิ่งที่ต้องเตรียมไปในวันแรกของการเรียนคือ

  • รูปถ่ายสำหรับทำบัตรนักเรียน

  • หนังสือเดินทางและวีซ่า / I-20 สำหรับอเมริกา

  • เอกสารเกี่ยวกับการตอบรับเข้าเรียนต่าง ๆ

  • เอกสารเกี่ยวกับประกันสุขภาพและการเดินทาง (ถ้ามี)

  • เงินสด (ในกรณีต้องมีค่ามัดจำหนังสือเรียน หากนักเรียนเลือกที่จะเช่าหนังสือเรียน)

ในวันแรกนักเรียนจะเข้าฟังปฐมนิเทศสำหรับนักเรียนใหม่ เพื่อรับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ชีวิต แนะนำโรงเรียน วิธีการเปิดบัญชีธนาคาร แนะนำอาจารย์และเจ้าหน้าที่ของโรงเรียน ฯลฯ นักเรียนจะต้องทำการทดสอบวัดระดับทางภาษาเพื่อการจัดห้องเรียน เที่ยวชมโรงเรียนและสถานที่ใกล้เคียง โดยการเรียนจะเริ่มในวันถัดไป

  1. ประกันสุขภาพและประกันการเดินทาง Medical/Travel Insurance

ประกันสุขภาพและประกันการเดินทางเป็นสิ่งจำเป็น ที่พึงจะมีไว้ระหว่างการเดินทางไปศึกษาต่อเพราะเราไม่สามารถคาดการณ์สิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเจ็บป่วย อุบัติเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างศึกษา

  • อังกฤษ และ สหรัฐอเมริกา และนิวซีแลนด์ – นักเรียนต้องซื้อประกันสุขภาพเพิ่มเติม ค่าใช้จ่ายอยู่ราว ๆ ประมาณ 8-15 ปอนด์ต่อสัปดาห์ / 20 เหรียญสหรัฐต่อสัปดาห์ และประมาณ 40 เหรียญต่อสัปดาห์สำหรับประเทศนิวซีแลนด์ โดยจะคูณตามระยะเวลาที่นักเรียนลงทะเบียนเรียน

  • ออสเตรเลีย - เป็นกฎของรัฐบาลออสเตรเลียบังคับให้นักศึกษาต่างชาติทุกคนมีแผนการประกันสุขภาพสำหรับนักเรียนต่างชาติ โดยจะช่วยให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและค่าโรงพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นในขณะที่น้อง ๆ ศึกษาอยู่ในออสเตรเลีย รวมทั้งออกค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ตามใบสั่งยาจากแพทย์ และการบริการรถพยาบาลฉุกเฉิน นักศึกษาต้องมี OSHC ตลอดช่วงอายุวีซ่านักเรียนที่ได้รับการอนุมัติให้อยู่ในออสเตรเลีย

 
     

     
                  | | | |
 
16th Floor, Regent House, 183 Rajdamri Road, Lumpini, Patumwan, Bangkok 10330 THAILAND
Tel: 66(0) 2255 5157-9     Fax: 66(0) 2255 3826     Email: info@mentor.ac
© 2012 Mentor International, All rights reservered.