• 17 November 2020 at 14:25
  • 487
  • 0

รีวิวหลักสูตรและมหาวิทยาลัยโดยกอล์ฟ MSc. Finance จาก University of Edinburgh (Distinction)

 

 

 

แนะนำตัวให้เรารู้จักหน่อยค่ะ

สวัสดีครับ ชื่อกอล์ฟครับ ตอนนี้อายุ 27 ปี จบการศึกษาปริญญาตรีจากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพึ่งจบการศึกษาปริญญาโท MSc. Finance จาก University of Edinburgh (Distinction) ครับ

 

ทำไมถึงเลือกสาขานี้

หลังจากจบปริญญาตรีจากสาขาการบัญชี ก็ได้โอกาสการทำงานเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีในบริษัทตรวจสอบบัญชีชั้นนำแห่งหนึ่ง ซึ่งระหว่างการทำงานก็ได้ศึกษาและพัฒนาความรู้ในด้านการบัญชีอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบวิชาบัญชีเป็นอย่างมาก หลังจากผ่านการทำงานมาจุดหนึ่งก็สามารถสอบผ่านใบอนุญาต CPA จึงคิดว่าควรจะต้องไปเรียนต่อเพื่อต่อยอดความรู้ที่มีแล้ว แต่คิดว่าถ้าไปเรียนต่อในด้านการบัญชีโดยตรงมันจะไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนัก จึงสนใจในด้านวิชาการเงิน (Finance) ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลจากงบการเงินที่ผู้ทำบัญชีจัดทำนำมาใช้ ผมคิดว่าการเข้าใจมุมมองของผู้ใช้งบการเงินจะช่วยต่อยอดความรู้ในด้านการบัญชีได้ ซึ่งถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนสาขาที่เรียน แต่การที่มีbackground ในด้านการบัญชีก็ช่วยให้สามารถเรียนสาขานี้ได้ ประกอบกับคุณพ่อและคุณแม่ก็จบมาในสาขานี้โดยตรง จึงทำให้คิดว่า MSc. Finance เป็นสาขาที่เหมาะสมที่สุดที่จะไปเรียนต่อครับ  

 

ทำไมถึงเลือกมหาวิทยาลัยนี้

เมื่อสามารถเลือกสาขาได้แล้ว ทีนี้ก็มาถึงการเลือกมหาวิทยาลัย ซึ่งสิ่งที่ผมมองเป็นอันดับแรกคือ Ranking ของมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะส่วนของ Business school จากการค้นคว้าข้อมูลพบว่า มหาวิทยาลัย Top6 ของ UK โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ London ยกเว้น University of Manchester และ University of Edinburgh ซึ่งส่วนตัวแล้วพยายามหลีกเลี่ยงมหาวิทยาลัยใน London เนื่องจากค่าใช้จ่าย ค่าครองชีพที่สูงกว่าเมืองอื่นๆเกือบ 2 เท่า ดังนั้นจึงเหลือแค่ 2 ที่ ที่น่าสนใจ 

ปัจจัยต่อมาที่ดูคือในเรื่องของเมือง ซึ่งเมื่อดูจากข้อมูลเมือง Manchester เป็นเมืองที่ใหญ่คนอยู่เยอะ และเป็นแหล่ง shopping จึงมีความน่าสนใจ รวมถึงมีทีมฟุตบอลที่ชอบ แต่มีหลายคนเตือนว่าเป็นเมืองที่อันตราย โจรเยอะ และกลางคืนเสียงดัง ถ้าได้ที่พักไม่ดีจะนอนลำบาก ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเมือง Edinburgh เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่พอสมควร และเป็นเมืองที่มีความสงบ สวยงาม อากาศเย็นตลอดทั้งปี จึงมีความน่าอยู่มากกว่า 

อีกหนึ่งปัจจัยที่ใช้เลือกคือ จำนวนนักเรียนไทยครับ เนื่องจากเป้าหมายเบื้องต้นในการไปเรียนต่อต่างประเทศคือการได้ฝึกภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นจุดอ่อนของผม ดังนั้นจึงพยายามหาเมืองที่มีนักเรียนไทยไม่มาก แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีเลย (ต้องการเพื่อนคนไทยไว้บ้าง ให้อุ่นใจ) ซึ่งจะพบว่าเมืองหลักๆในประเทศอังกฤษจะมีนักเรียนไทยในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก (เกิน 50 คน) โดยเฉพาะ London, Leeds, Manchester ซึ่งในเมือง Edinburgh จะมีนักเรียนไทยไม่มากประมาณ 30 คน ดังนั้นจึงถือเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจ นี่จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เลือก University of Edinburgh

 

ระยะเวลาเตรียมตัวก่อนการสมัครเรียนต่อ

หลังจากที่ตัดสินใจได้ว่าต้องไปเรียนต่อ ผมได้ตัดสินใจลาออกล่วงหน้าเป็นระยะเวลาเกือบ 1 ปี เพราะส่วนตัวแล้วเป็นคนที่มีจุดอ่อนในเรื่องของภาษาอังกฤษ รวมถึงไม่ได้มีการเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าเลย ซึ่งการเตรียมตัวในการสมัครเรียนต่อจะสรุปได้คร่าวๆดังนี้

  • หาข้อมูลเกี่ยวกับมหาวิยาลัยที่จะเรียนต่อ 1 อาทิตย์ (ใช้เวลาไม่นานมากเนื่องจาก ทาง Mentor ช่วยส่งข้อมูลสรุปมาให้ และให้คำแนะนำในการเลือกมหาวิทยาลัย
  • เขียน SOP และ CV ประมาณ 2 อาทิตย์ 
  • เตรียมความพร้อมเรื่องภาษาเพื่อสอบ IELTS ประมาณ 3 เดือน โดยสมัครเรียนพิเศษกับ Wall street และ New Cambridge (แนะนำที่หลัง) หลังจากนั้นจึงได้ลองสมัครสอบครั้งแรกดู ซึ่งด้วยความโชคดีทำให้ได้คะแนนตามที่ตั้งใจไว้
  • หลังจากได้คะแนน IELTS ก็ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนในการยื่นและรอ offer จากทางมหาวิทยาลัย (Mentor จัดการให้หมด) ที่ใช้เวลาไม่นานเนื่องจากยื่นเร็ว ก่อนเดือนธันวาคม จึงทำให้สามารถสมัครเรียนเสร็จได้อย่างรวดเร็ว

 

ชีวิตการเป็นนักเรียนที่อังกฤษต่างกับชีวิตนักเรียนไทยขนาดไหน

ถ้าให้เปรียบเทียบการเป็นนักเรียนของทั้งสองประเทศนี้ จะแตกต่างกันเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

ข้อแตกต่างระหว่างสองประเทศ ประเทศไทย ประเทศอังกฤษ
การใช้ชีวิต













โดยส่วนมากจะอาศัยอยู่กับครอบครัว จึงทำให้ไม่ต้องมีภาระหน้าที่มากมาย มีหน้าที่แค่เรียนหนังสืออย่างเดียว รวมถึงเมื่อเจอปัญหาอะไรก็มีคนใกล้ชิดที่พร้อมจะรับฟังและช่วยแก้ปัญหาให้ได้เสมอ นอกจากนั้นการไม่มีอุปสรรคในเรื่องของภาษา ทำให้การเรียนไม่ได้ยากจนเกินไป








เมื่อไปเป็นนักเรียนที่ประเทศอังกฤษ โดยส่วนมากจะต้องไปอยู่อาศัยที่หอพักคนเดียว ซึ่งทำให้นอกจากเรื่องเรียนที่ต้องตั้งใจแล้ว ยังต้องมีการแบ่งเวลาที่จะดูแลเรื่องอื่นๆด้วย เช่นทำความสะอาด ซักผ้า ทำกับข้าว ดังนั้นการแบ่งเวลาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการอยู่ที่อังกฤษ
อีกหนึ่งอุปสรรคคือการที่ไม่มีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดอยู่ใกล้ๆซึ่งการเรียนที่ต่างประเทศมันยากมาก เพราะมีปัญหาต่างๆมากมายไม่ใช่แค่เรื่องเรียนแต่รวมถึงปัญหาในเรื่องของการปรับตัว ซึ่งโดยส่วนมากจะต้องแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของการสื่อสารที่บางครึ่งมันยากที่จะสื่อสารให้เข้าใจ หรืออธิบายให้เข้าใจแบบภาษาไทย ดังนั้นจึงต้องปรับตัวเป็นอย่างมาก
การเรียน













ในประเทศไทยการเรียนส่วนมากอาจารย์จะสอนแทบทุกอย่างตามในหนังสือ รวมถึงการให้การบ้านจะเป็นไปตามบทเรียนที่สอน จึงทำให้ไม่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม
ส่วนในเรื่องของการสอบคำถามก็จะเป็นในรูปแบบของถามตอบ ตรงๆไม่ค่อยมีความซับซ้อนจึงสามารถอ่านแค่ที่อาจารย์สอนได้







การเรียนในประเทศอังกฤษจะแตกต่างออกไป ในห้องเรียนอาจารย์จะไม่ค่อยสอนส่วนมากจะเป็นการ discuss กันในห้อง ซึ่งนักเรียนทุกคนจะต้องอ่านและหาข้อมูลเตรียมตัวก่อนมาเรียน (อาจารย์จะให้ case study ก่อนเรียนประมาณอาทิตย์นึง) ในส่วนของการบ้านก็จะเป็นงานวิเคราะห์ วิจัย โดยการนำข้อมูลในห้องมาปรับใช้กับชีวิตจริง จึงต้องค้นคว้าข้อมูลนอกห้องเรียนเยอะ ทำให้เสียเวลา และมีความเครียดมาก
ในส่วนของการสอบ จะเป็นคำถามแนวเปิดกว้าง ถามความเห็นซึ่งเค้าจะวัดความเข้าใจในบทเรียนของเรา ประมาณให้เขียนว่าเราเข้าใจว่าอะไร รวมถึงการเขียนงานทุกๆอย่างจะต้องมีแหล่งอ้างอิงเช่น (Adam, 2020)
การกิน การใช้ของ





เรื่องปัจจัยของใช้ ของกินก็เป็นเรื่องสำคัญ การอยู่ในประเทศไทย เราสามารถหาวัตถุดิบต่างๆได้จากตลาด หรือแหล่งอื่นๆที่เราคุ้นเคย เรื่องการกินก็สามารถหาได้ตามใจ


นอกจากเรื่องเรียน เรื่องการปรับตัวที่เป็นปัญหาแล้ว เรื่องของใช้ ของกินก็เป็นปัญหาสำคัญ เพราะการหาของจะอยากกว่าอยู่ที่ไทยมาก (แต่ละร้านจะมีของเฉพาะ) จึงทำให้ต้องเสียเวลามากในการหาของที่ต้องการ รวมถึงต้องมีการตุนของไว้ เพราะไม่ค่อยมีเวลาไปหาซื้อ
การเดินทาง




นักเรียนไทยส่วนมากจะเสียเวลาไปกับการเดินทาง โดยรถยนต์ รถไฟฟ้าที่ไม่สามารถควบคุมเวลาได้



นี่อาจเป็นข้อดีอย่างมากของนักเรียนอังกฤษ เนื่องจากการเดินทางที่เป็นระบบ (รถไฟ รถบัสมีการบอกเวลาล่วงหน้าเป็นวันๆ และตรงต่อเวลา) และสามารถเดินเท้าไปไหนก็ได้ จึงทำให้สามารถควบคุมเวลา และวางแผนการเดินทางได้
การใช้จ่าย





เรื่องของการเงินก็เป็นปัจจัยสำคัญ การเป็นนักเรียนไทย จะประหยัดมาก เพราะค่าครองชีพไม่สูง รวมถึงอยู่กับครอบครัวซึ่งสามารถขอเงินเพิ่มได้ตลอด 55 จึงทำให้ไม่ต้องมีการวางแผนมากนัก


การไปเป็นนักเรียนที่อังกฤษ ต้องมีการวางแผนการใช้เงินอยู่ตลอด (แนะนำให้ทำบัญชีรับ-จ่าย) เนื่องจากค่าครองชีพสูงมาก และมีของล่อใจเยอะ ซึ่งถ้าไม่คุมให้ดีมีเงินเท่าไรก็หมด และการโอนเงินระหว่างประเทศต้องใช้เวลาหลายวัน จึงต้อง manage ให้ดีๆ

 

ช่วยเล่าแนวการเรียน presessional ของที่มหาวิทยาลัยให้ฟังหน่อยค่ะ

ผมคิดว่าการเรียน presessional เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอย่างมากในการเป็นนักเรียนอังกฤษ ถึงแม้ว่าจะเก่งภาษาแล้วก็ตาม เพราะในการเรียนนอกจากจะช่วยให้เราคุ้นเคยกับภาษา สำเนียงคนอังกฤษแล้ว ยังให้เราคุ้นเคยกับสไตการเรียนของที่นู่นด้วย (แนว seminar and discuss) รวมถึงทำให้เรามีเพื่อนก่อนเรียนจริง เนื่องจากช่วงเวลาของการเรียน presessional จะไม่หนักเท่าเรียนจริง จึงทำให้มีเวลาไปเที่ยวและใช้เวลาเรียนรู้ รู้จักเพื่อนใหม่

การเรียน presessional ของ University of Edinburgh นั้น จะค่อนข้างซีเรียสกว่ายูอื่นๆ เนื่องจากเค้าเอาจริง ถ้าตกแล้วเค้าจะส่งกลับบ้านเลย ไม่มีการสอบแก้ตัวเหมือนยูอื่นๆ

ซึ่งที่ Edinburgh จะมีการเรียน presessional ที่ 7 และ 10 วีค (7 สำหรับ คนได้ IELTs 7.0(ไม่ต้องสอบ เรียนเฉยๆ), 10 วีค สำหรับ IELTS 6.5 ต้องสอบถ้าตกกลับบ้านเลย) โดยการเรียน จะมีการแบ่งเป็น 3 phrase

  • Phrase 1 (3 weeks)

ในเฟสนี้จะเน้นไปที่การทำความรู้จักเพื่อนใหม่โดยการสุ่มห้องรวมทุกคณะ เป็นsec secละประมาณ20 คน มีการแนะนำเมือง การสื่อสาร การเขียนขั้นต้น รวมถึงแนะนำสไตการเรียนที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งการเรียนแต่ละวันจะเรียนแค่ครึ่งวันเช้า ประมาณ 8.30-12.00 เป็นช่วงที่สบายมากไม่ค่อยมีการบ้าน และในวีคที่3 จะมีการทดสอบขั้นต้น คือให้ลองสัมมนาในห้อง โดยจะให้ Topic มาเตรียมตัวก่อน 1วัน และจับกลุ่มให้ในวันทดสอบเลย และมีการให้ลองเขียน 750 word ส่งในครึ่งชั่วโมง ซึ่งอันนี้ไม่มีผลอะไร ได้คะแนนเท่าไรก็เอาไปปรับปรุงตัว 

  • Phrase 2 (3 weeks) (พวกเรียน 7 weeks จะมาตอนนี้)

พอจบเฟสแรกจะมีการสุ่มห้องใหม่คละคณะเหมือนเดิม โดยจะเปลี่ยนอาจารย์และเพื่อนร่วมห้อง ในเฟสนี้จะเริ่มเรียนจริงจังมากขึ้น มีการบ้านแทบทุกวัน โดยจะเน้นไปที่การเขียนสไต academic  และการพูด present หน้าห้อง(เป็นคู่ สุ่มจับให้) ซึ่งยังคงเรียนครึ่งวันเหมือนเดิม โดยในเฟสนี้ในวีคที่2 จะมีการให้งานไปเขียน (จำลองการสอบจริง) 1,200 words ให้เวลา3 วันก่อนเพื่อส่งรอบแรกให้อาจารย์ดู และอาจารย์จะให้คำแนะนำในการแก้ไขมา และให้เราแก้พร้อมส่งอีกครั้งในอีก 2 วันข้างหน้า ซึ่งจะมีการให้คะแนนเสมือนจริงมา รวมถึงมาการให้ฝึกไปพูด present หน้าห้องเป็นคู่ และให้คะแนนเสมือนสอบจริงเช่นกัน แต่ไม่มีผลอะไร เห็นคะแนนและนำมาปรับปรุงแก้ไข

Note: การทดสอบจริงจะมี 3 parts Listening, Speaking, Writing โดยต้องทำให้ได้ C ทั้งหมด หรือคิดเป็นคะแนน 20/40, 9/15, 9/15 ตามลำดับ (เกณฑ์การให้คะแนนเป็นช่องๆเหมือน IELTS)

  • Phrase 3 (4 weeks)

พอจบเฟส จะมีการสุ่มห้องใหม่อีกครั้ง แต่รอบนี้จะสุ่มเป็นคณะเดียวกันแล้ว เช่น Law เรียนด้วยกัน Business เรียนด้วยกัน ซึ่งในเฟสนี้จะซีเรียสมา เรียนหนักมาก เลิกประมาณบ่าย 2 มีการบ้านเยอะมากๆแทบทุกวัน โดยใน2 weeks แรกจะเป็นการเรียนภาษาเพื่อนำไปใช้จริงในสาขาตนเองเช่น English for business มีแค่การบ้านให้ทำทุกวัน โดยในปลายวีคอาจารย์จะให้หัวข้อเพื่อเตรียมเขียน essay (ของจริง) ส่ง 1,500 words เรามีเวลาหาข้อมูลและเขียนประมาณ 4วันก่อนส่งรอบแรกให้อาจารย์ตรวจภายในวีคที่ 3 ของเฟสนี้ ซึ่งหลังจากส่งessay รอบแรก วันถัดไปจะมีการสอบ listening ทันที (ของจริงเลย เทปพูดรอบเดียว ไม่ใช้2 รอบแบบ IELTs เป็นการเน้นฟังแล้วสรุปใจความสำคัญมาตอบ) พอสอบเสร็จจะอยู่ช่วงปลายวีค อาจารย์จะให้คิดหัวข้อ(เกี่ยวกับ major ตัวเอง) และเตรียมpower point มาpresent เดี่ยว หน้าห้องเพื่อเป็นการสอบ speaking  ในวีคที่ 4 

พอต้นวีคที่ 4 จะได้feedback writing กลับมาต้องรีบแก้ และส่ง final ไป และเตรียม power point พร้อมบทพูดหน้าห้อง ซึ่งในการพูดจะมีเพื่อนทุกคนนั่งฟังพร้อมคำถามที่จะต้องคอยถามหลังพรีเซ้นเสร็จ ซึ่งพอสอบจบ ก็จะปิดเทอมทันที ประมาณ 2อาทิตย์ก่อนเรียนจริง ซึ่งเราก็จะได้เวลาไปเที่ยวรอผลสอบ presessional ถ้าผ่านก็เรียนต่อได้ ไม่ผ่านก็กลับไทย

 

ในส่วนของปริญญาโท ช่วยยกตัวอย่างวิชาเรียนที่ชอบ 2-3 วิชาหน่อยค่ะ และเรียนเกี่ยวกับอะไรคะ

เรียน เทอม 1 (Financial statement analysis) 

ในเทอมแรกนี้ทุกวิชาจะเป็นวิชาบังคับหมด ไม่มีทางเลือก ซึ่งวิชานี้เป็นวิชาที่ชอบมากที่สุดเนื่องจากเป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับบัญชีโดยตรง วิชาเดียวตลอดทั้งปี ซึ่งการเรียนจะเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์งบการเงิน การอ่านตัวเลขในงบการเงิน ซึ่งในการเรียนจะมีการบ้านเพียง 1 ชิ้น คืออัดvideo present เกี่ยวกับมาตรฐานการบัญชีที่น่าสนใจของบริษัทที่เราเลือก (งานคู่) ประมาณ 20 นาที และก็จะมีการสอบ final อย่างเดียวเป็นการวิเคราะห์งบการเงินจากบริษัทจริงๆ มี2 ข้อย่อย ซึ่งถึงแม้ว่าอาจารย์จะสอนไม่ค่อยดี แต่เนื้อหาที่ได้เรียนสนุกมาก

เรียน เทอม 2 (Equity Valuation) 

วิชาในเทอม 2 จะเป็นวิชาเลือกทั้งหมดให้เราเลือกเรียนวิชาที่สนใจ ซึ่งส่วนตัวสนใจวิชานี้เนื่องจากเป็นการผสมผสานความรู้ของ finance ในเทอม1 กับความรู้บัญชีที่เรามีจาก ป.ตรี วิชานี้จะเกี่ยวกับการนำข้อมูลในงบการเงินมาใช้ประมาณมูลค่าของบริษัทต่างๆเพื่อเปรียบเทียบกับราคาหุ้นในปัจจุบัน ทำให้สามารถดูได้ว่าหุ้นตัวไหนน่าสนใจ น่าลงทุน ซึ่งสามารถนำความรู้นี้มาใช้ได้จริงในประเทศไทยครับ วิชานี้จะมีรายงาน 1 เล่ม โดยมีการแบ่งกลุ่มให้ โดยให้เลือกบริษัทที่สนใจและทำการวิเคราะห์มูลค่าของบริษัท และให้เขียนข้อสรุปแนะนำว่าควรลงทุนในบริษัทนี้หรือไม่ และมีการสอบ final อย่างเดียว ซึ่งยากมากเนื่องจากเป็นการสอบช่วง Covid มีการปรับให้เป็นสอบแบบ open book จึงต้องใช้เวลามากถึง 48 ชัวโมงในการทำ

เรียน เทอม 2 (Quantitative Research Method) 

เป็นอีกวิชาที่เลือกเรียน เนื่องจากมีความสำคัญมากในการทำ dissertation โดยในวิชานี้จะสอนวิธีการทำ dissertation ทั้งหมด ตั้งแต่ต้น เทคนิค วิธีการเก็บข้อมูล ขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งวิชานี้จะไม่มีการสอบ แต่จะให้ทำเป็นรายงาน Dissertation ขนาดย่อม (3,000) คำ ของจริง 15,000 คำ 

 

บรรยากาศการเรียนเป็นยังไงบ้างคะ

บรรยากาศในห้องเรียนจะสบายๆเนื่องจากห้องเรียนที่อังกฤษจะกว้างมาก สามารถนั่งที่เว้นที่ได้ โดยการเรียนการสอนจะเป็นแนว discuss กันมากกว่า จึงไม่ค่อยมีความเครียด และไม่ง่วงเหมือนเรียนที่ไทย โดยในการเรียนแต่ละวิชาจะแค่ 2 ชั่วโมง มีพักครึ่ง 10 นาที 

แต่ต้องระวังไว้อย่างนึงคือ ไม่ควรนั่งกับพวกยุโรปมากเกินไป โดยเฉพาะคนเยอรมัน เนื่องจากเค้าจะค่อนข้างเหยียดคนเอเชีย ดังนั้นเวลา discuss เค้าจะขัดเราตลอด อาจทำให้บรรยากาศในห้องเรียนเสียได้

 

เรียนหนักมั้ยคะ การบ้านเยอะรึเปล่า ครูโหดมั้ย

การเรียนในห้องจะไม่หนักมาก หนักที่ก่อนเรียนมากกว่า 555 เนื่องจากว่าทุกวิชาต้องมีการอ่านก่อนไปเรียน เนื่องจากจะช่วยเรื่องการฟังได้ดีมาก (คล้ายๆ IELTS ที่ต้องอ่านโจทย์ก่อน) พอเข้าไปในห้องอาจารย์จะ assume ว่านักเรียนพอเข้าใจ อ่านมาก่อนแล้ว จะสอนเร็วมาก และให้discuss seminar กันอย่างเดียว ดังนั้นถ้าเตรียมตัวมาอย่างดีจะสนุกมาก ถ้าไม่ได้เตรียมตัวมาก็จะเละเลย

ในเรื่องของการบ้านแล้วแต่รายวิชา ส่วนมากจะไม่เยอะแต่ถ้ามีจะเป็นงานชิ้นใหญ่เลยต้องใช้เวลานานในการทำ ซึ่งการทำงานทุกอย่างจะยากมากเนื่องจากทุกๆข้อมูลต้องมีการอ้างอิง (journal) เสมอ รวมถึงต้องหาข้อมูลมาย้อนแย้งกันเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ดีที่สุด 

คุณครูที่ประเทศอังกฤษส่วนมากจะใจดีทุกคน เปิดรับฟังความคิดเห็นของเราตลอด แต่จะมีดุบ้างถ้านักเรียนคุยกันในห้อง(ไล่ออกจากห้อง) หรือไม่เตรียมตัวมาเรียน

 

เมืองนี้เป็นเมืองยังไงค่ะ (ในมุมมองเรา) เช่น เมืองเล็ก เมืองใหญ่ ปลอดภัย คึกคัก.....

อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น เมือง Edinburgh เป็นเมืองที่ค่อนข้างสงบ ถึงแม้ว่าจะเป็นเมืองหลวงของประเทศ สก็อตแลนด์ แต่ก็ไม่ค่อยมีแหล่งshopping มาก เมืองจะดูเก่าๆ เค้าจะพยายามอนุรักษ์ความโบราณไว้ เป็นเอกลักษณ์ของเมือง และเมืองนี้จะไม่ค่อยเจริญเหมือนเมืองอื่นๆเช่น glass glow, London, Manchester, Leeds ที่จะมีรถ ห้าง รถไฟ รอบเมือง เมืองEdinburgh จะมีแหล่งห้างอยู่จุดเดียว ไม่มีรถไฟ มีแต่รถบัส(ไม่เยอะ) ซึ่งการเดินทางส่วนใหญ่ในเมืองจะต้องเดินเท้า 

ในเรื่องของอาหารจะมีอาหารค่อนข้างหลากหลาย ยกเว้นอาหารไทยที่หายากมาก และไม่ค่อยอร่อยรวมถึงมีราคาแพง แต่โดยรวมถือว่าโอเค

ในเมืองคนไทยจะไม่ค่อยเยอะ เหมือนเมืองอื่นๆที่นักเรียนไทย คนไทย อยู่เยอะ ทำให้เมืองนี้ยังมีการเหยียดคนเอเชียอยู่เยอะ ดังนั้นเวลากลางคืนจึงมีความอันตรายบ้าง (ไม่ใช่โจร แต่จะโดนปาไข่ใส่) แต่โดยรวมถือว่าปลอดภัย เพราะคนไม่เยอะ และจะไม่ค่อยยุ่งกัน

ที่ท่องเที่ยวจะมีไม่เยอะมาก เที่ยวครึ่งวันก็หมดแล้ว 555 ส่วนมากจะเน้นนั่งรถไฟข้ามเมืองไปเที่ยวเมืองอื่นมากกว่า แต่เป็นเมืองที่อากาศดีมาก เย็นตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงคริสมาสต์ ที่จะเย็นมาก และสวยมาก มีงานขนาดใหญ่กลางเมือง  ที่แนะนำเลยคือช่วงเดือน 8 จะมีเทศกาล Fridge Festival รอบเมืองตลอด 1 เดือน จะทำให้เมืองนี้ดูคึกคักมาก มีการยิงพลุทุกคืน ทุกจุดของเมืองจะมีการแสดงโชว์ แต่เสียอย่างเดียวคือตรงกับช่วงสอบของ presessional course 

 

ค่าครองชีพของเมืองนี้เป็นอย่างไรบ้างคะ

ถ้าพูดถึงค่าครองชีพ (ไม่รวมค่าเทอมและหอ ซึ่งแพงกว่าที่อื่นๆ) จะถูกกว่าเมืองในประเทศอังกฤษอยู่มาก การซื้อของกิน วัตถุดิบแนะนำให้ซื้อที่ Lido จะถูกมาก และการซื้อเสื้อผ้าแนะนำให้ซื้อที่ Primark ส่วนในเรื่องของร้านอาหารจะมีหลายราคาแล้วแต่ เกรดของร้านอาหาร แต่โดยรวมก็ไม่แพงเท่าเมืองในอังกฤษ

 

เนื่องจาก covid 19, ต้องมีการเรียนเป็น online learning ช่วยแชร์ประสบการณ์ของการเรียนรูปแบบนี้ให้หน่อยค่ะ (ชอบ ไม่ชอบ จุดดี จุดเด่น)

จากสถานการณ์ Covid-19 ทำให้การใช้ชีวิตอยู่ใน UK ไม่ค่อยปลอดภัย ทางมหาวิทยาลัยจึงปรับระบบทั้งหมดมาเป็นแบบ Online ซึ่งในการเรียนจะเปลี่ยนไปมาก เนื่องจากไม่สามารถเรียนได้ในรูปแบบเก่าซึ่งจะเน้นการมีส่วนร่วมในห้องเรียน ทำให้การได้ฝึก skill ภาษาอังกฤษน้อยลงไปเยอะ รวมถึงการทำงาน project ส่วนใหญ่ซึ่งจะเป็นแบบงานกลุ่ม จะยิ่งสื่อสารกับเพื่อนในกลุ่มลำบากมากยิ่งขึ้น โดยปกติ อาจารย์และเพื่อนทุกคนจะสื่อสารกันโดยใช้โปรแกรม Microsoft Team และมีระบบตรวจสอบการเข้าเรียนออนไลน์ทุกครั้ง 

ในเรื่องของการสอบเมื่อมีการปรับมาในระบบ Online จะยิ่งเพิ่มความยาก เนื่องจากปกติจะถามคำถามไม่ค่อยลึกมาก แต่พอเปลี่ยนระบบ จะต้องเปลี่ยนแนวคำถามเป็นแบบ open book ซึ่งจะมีความยากมากขึ้น เป็นคำถามที่ต้องใช้เวลาค้นคว้านาน ซึ่งจากเดิมปกติจะสอบวิชาละ 2 ชั่วโมง เปลี่ยนเป็น 48 ชั่วโมง ให้ส่งในรูปแบบ essay ประมาณ 2,000 – 3,000 คำ ซึ่งจากการสอบปกติที่ไม่ค่อยซีเรียสเรื่องแกรมม่า ก็จะมีการเน้นเรื่องนี้เพิ่มเข้ามาด้วย ทำให้แทบไม่ได้นอนในช่วงการสอบเลย

การส่งงาน การบ้านต่างๆจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เนื่องจากโดยปกตอก็จะส่งงานออนไลน์อยู่แล้ว แต่จะกระทบเพียงการสื่อสารกับอาจารย์เมื่อมีปัญหาต่างๆ จะมีความยากมากขึ้น เพราะต้องพูดคุยผ่านทางออนไลน์ บางครึ่งจะเข้าใจยากกว่าการสื่อสารกันโดยตรง

 

อื่นๆที่อยากจะเพิ่มเติมและฝากถึงเพื่อนๆที่กำลังจะศึกษาต่อค่ะ

สิ่งแรกที่อยากจะฝากถึงเพื่อนๆที่กำลังจะไปเรียนต่อครับ นอกจากเรื่องภาษาที่ต้องเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้ว ต้องมีการเตรียมความพร้อมในด้านจิตใจด้วยครับ เนื่องจากว่าการไปเรียนที่นู่นจะไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการเรียนที่ไทย ด้วยรูปแบบวัฒนธรรม ภาษา ทำให้การเรียนดูยากมากขึ้นเพิ่มเติมจากเนื้อหาที่ยากอยู่แล้ว ต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่ซักระยะหนึ่ง (presessional course จะช่วยได้มาก) ซึ่งในระหว่างเรียนจะพบกับอุปสรรคและความท้ออยู่เสมอ ส่วนตัวผมจะชอบมีความคิดว่า “เรามาลำบากที่นี่ทำไม กลับไทยเลยดีไหม” ซึ่งต้องผ่านจุดนี้ไปให้ได้ด้วยตัวเอง ถึงแม้จะพอมีเพื่อนบ้าง แต่ทุกคนต่างก็มีความเครียด และหน้าที่ของตนเอง ที่ต้องผ่านไปให้ได้ ดังนั้นเรื่องสภาพจิตใจเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

อีกสิ่งหนึ่งคือพวกของเครื่องใช้ เข้าใจว่าก่อนไปจะต้องมีการเตรียมไว้เยอะมากๆ อยากบอกว่าที่อังกฤษพอมีของเหมือนที่ไทยครับ เช่นซอสแม๊กกี้ ซีอิ้ว ผงโลโบ้ หม้อหุงข้าว รองเท้าแตะ เสื้อกันหนาว (เตรียมไปสอง สามตัวพอ ที่นู่นมีขายและถูกกว่าที่ไทยมาก) และพวกผงปรุงรสต่างๆ ดังนั้นของพวกนี้ไม่ต้องเตรียมไปเยอะ เก็บที่ในประเป๋าไว้เตรียมของอย่างอื่นดีกว่า ของที่ควรเตรียมเพราะที่อังกฤษหาไม่ได้เลย

  • หมอนข้าง
  • ซันไล ล้างจาน (เนื่องจากน้ำยาล้างจานที่นู่นล้างได้ไม่ค่อยสะอาด ยิ่งถ้าเราทำอาหารไทยซึ่งมีความมันสูง จะล้างออกยากมาก)
  • ที่ฉีดก้น (Homepro) อันนี้แนะนำสำหรับคนที่ติดที่ฉีดที่ไทย เพราะที่นู่นจะไม่มีเลย
  • เครื่องแกง น้ำตก หรืออะไรที่เป็นแบบเฉพาะของไทย เพราะอยู่ที่นู่นซักพักจะอยากกินมาก
  • กางเกงใน ที่นู่นจะหาไซลำบาก และราคาค่อนข้างสูง
  • ลูกอมดับกลิ่นปากเอาไว้แบ่งเพื่อนต่างชาติ (คนจีนจะปากค่อนข้างเหม็น)

 อีกสิ่งหนึ่งคือเรื่องที่พักครับ เป็นสิ่งสำคัญมากต้องรีบตัดสินใจให้ได้ก่อนเดือน กุมภาพันธ์ครับ เพราะส่วนมากที่ดีๆจะเต็มเร็วมาก ถ้าได้ที่พักไม่ดีไกลเพื่อน จะเหงามากครับ โดยเฉพาะหน้าหนาว ที่ค่อนข้างจะมืดเร็ว (5 โมง) ทุกคนจะแยกย้ายอยู่แต่ในที่พักตัวเอง รวมถึงถ้าได้ห้องชั้นล่างสุด (G) จะเสียงดังมาก และอาจมีกลิ่นบุหรี่ รวมถึงอาจติดกองขยะได้ครับ

ส่วนเรื่องตัดผม (ผู้ชาย) ให้เตรียมรูปภาพทรงผมที่ตัวเองอยากได้ไว้ด้วยนะครับ ให้แบบละเอียดๆ เพราะอธิบายยากมาก ต้องคอยเปิดรูปให้ดูทีละจุด และต้องทำใจถ้าไม่ได้ทรงที่ต้องการ

สิ่งสุดท้ายอยากจะฝากถึงเพื่อนๆที่สนใจไปเรียนต่อที่ Edinburgh ในช่วงเรียน presessional course ที่พักจะไม่มีต้องไปพักหอมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นห้องน้ำรวม ต้องทำใจมากๆ เพราะคนจีนจะค่อนข้างสกปรก ต้องเตรียมใจอดทนและผ่านมันไปให้ได้ ส่วนตัวแนะนำอย่าพักที่ Riego Street ครับ ค่อนข้างสกปรกและไกลเมือง ไกลมหาวิทยาลัย แนะนำในเลือก Nicolson ดีกว่าครับ

 

 

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม หรือสมัครเรียนที่ University of Edinburgh

Line: @mentor.ac

Facebook: mentorinternational

IG: mentor_international

YouTube: Mentor International

Tel: 02 255 5157 – 9

Eml: info@mentor.ac